บทที่ ๒

posted on 04 Dec 2009 00:51 by sadnaiwannakadeethai

 

สัตว์ในวรรณคดีไทย

กระจง

ชื่อสามัญ  Mouse Deer
ชื่อวิทยาศาสตร์  Tragulus spp.
ชื่อวงศ์  TRAGULIDAE
ชื่ออื่น  ไก้ (เหนือ), กันจิล (มลายู)

                  “กระจง” เป็นกวางขนาดเล็กที่มีดวงตาสดใสเป็นประกาย  และมีเขี้ยวขาวเล็กๆ คู่หนึ่งไว้คอยป้องกันตัว  แต่จะเห็นสัตว์ชนิดนี้ได้ยากมาก  เพราะเป็นสัตว์ระแวงภัยสูง  เมื่อเจอศัตรูจะอาศัยความเร็วหนีเอาตัวรอดทุกครั้ง

ลักษณะจำเพาะ
                กระจง  เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง  กีบคู่ขนาดเล็ก  ถือว่าเป็นสัตว์กีบคู่ที่มีขนาดเล็กที่สุด  รูปร่างคล้ายกวางแต่ไม่มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย  หัวค่อนข้างเล็ก  จะงอยหน้าแหลมคมและแคบ  จมูกไม่มีขน  ขายาวเรียวเล็ก  ใบหูเล็ก  กระจงตัวผู้เมื่อโตเต็มวัยเขี้ยวจะงอกจากขากรรไกรบนยาวยื่นออกมา  ใช้สำหรับป้องกันภัย  ตัวเมียมีเขี้ยวเช่นกันแต่จะสั้นกว่าจนแทบมองไม่เห็น  ในเมืองไทยมีกระจงอยู่ ๒ ชนิด คือ
                กระจงควาย  ขนสีน้ำตาลออกเทาและมีจุดสีเข้มกว่า  กระจายอยู่ทั่วไปที่ใต้คอ  และบนหน้าอกมีแถบสีขาวพาดตามยาว ๕ เส้น
                กระจงเล็ก  ขนสีน้ำตาล  มีแถบยาว ๓ แถบอยู่ที่คอ  ขนใต้คอมีสีน้ำตาลแกมแดง

การดำรงชีวิต
                กระจงร้องเสียงดัง “จี๊ดๆ”  คล้ายหนู  ปราดเปรียวว่องไวมาก  และว่ายน้ำเก่ง  ชอบออกหากินเวลากลางคืน  ตั้งแต่พลบค่ำจนถึงเช้าตรู่  อาหารที่กินคือ ใบไม้  หญ้า  ผลไม้ป่า  ที่ร่วงหล่นตามพื้นดิน  ยอดอ่อนของไม้พุ่มเตี้ย  โดยเฉพาะหญ้าอ่อนที่ผลิตขึ้นใหม่  สัตว์ป่าชนิดนี้ชอบออกหากินตามทุ่งหญ้าหรือชายป่า  และอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบมากกว่าป่าโปร่ง  ช่วงเวลากลางวันจะนอนพักผ่อนตามซอกหิน  โพรงไม้  หรือใต้พุ่มไม้ทึบ  เป็นสัตว์ที่ตื่นตกใจง่าย  ปกติชอบอยู่ลำพังตัวเดียว  เว้นแต่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์จึงจะอยู่เป็นคู่  ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงเดือน มิถุนายน-กรกฎาคม  ตัวเมียจะตั้งท้องนานประมาณ ๑๔๐ วัน ออกลูกครั้งละ ๑ ตัว

ถิ่นที่อยู่อาศัย
                พบกระจงในประเทศเวียดนาม  ลาว  กัมพูชา  มาเลเซีย อินโดนีเซีย  และในแนวเทือกเขาตะนาวศรี  ในพม่าและไทย

กระจงในวรรณคดีไทย

กระจงกระจิดเตี้ย                 วิ่งเรี่ยเรี่ยน่าเอ็นดู
เหมือนกวางอย่างตาหู                                        มีเขี้ยวน้อยสร้อยแนมสองฯ

กระจงกระจิดหน้า                              เอนดู
เดินร่อยเรี่ยงามตรู                                               กระจ้อย
เหมือนกวางอย่างตาหู                                        ตีนกีบ
มีเคี่ยวขาวน้อยช้อย                                             แนบข้างเคียงสองฯ

(กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง : เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ)

                                                อีเห็นเม่นหมูหมู่ชะมด                      กระจงจดจ้องกีบดูหยิบหย่ง
                                ละมั่งระมาดผาดเผ่นออกจากพง                     กระซู่ส่งซัดกระทิงออกวิ่งโพรงฯ

                (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน)

ในวรรณคดีไทยมักจะกล่าวถึงกระจงในบทชมป่า  ขณะที่ตัวละครออกเดินทางประพาสป่าหรือเดินทางไปในป่า  เช่นในเรื่องลักษณวงศ์  กล่าวถึงกระจงในกิริยาท่าทีของสัตว์ระวังภัย  เช่นเดียวกับในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน  ที่กล่าวถึงนิสัยตื่นตกใจง่ายของสัตว์ตัวเล็กนี้  เมื่อตัวละครเห็นกระจงจะต้องกล่าวถึงกิริยาการกระโจนวิ่งหนีของมันทุกครั้งไป

 

กระต่าย

ชื่อสามัญ  Rabbit
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oryctolagus  cuniculas  Lepus  peguensis
ชื่อวงศ์  LEPORIDAE
ชื่ออื่น  -

                “กระต่าย” สัตว์หูยาว  ขนนุ่มฟู  หน้าตาน่ารัก  น่าทะนุถนอม และมีฟันหน้าเป็นเอกลักษณ์  และเราก็นำมาเรียกคนที่มีฟันเช่นนั้นว่า  “ฟันกระต่าย”  อีกทั้งยังนิยมนำสัตว์ชนิดนี้มาเลี้ยงจำนวนมาก  จนกลายเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมชนิดหนึ่งทีเดียว 

ลักษณะจำเพาะ
                กระต่าย เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก  มีเท้ายาว  ขนยาว  ฟันหน้ามี ๔ ซี่  เรียงซ้อนกันเป็น ๒ คู่  โดยคู่หลังจะเล็กกว่าคู่หน้า  ขาหน้ามี ๕ นิ้ว  แต่ขาหลังมีเพียง ๔ นิ้ว  ใต้อุ้งเท้ามีขนยาว  ขนตามร่างกายนุ่มยาว  และภายในกระพุ้งแก้มจะมีขนด้วย
                กระต่ายมีอยู่ ๒ ประเภท คือ กระต่ายป่า  และ  กระต่ายบ้าน  กระต่ายป่าจะมีขนสีน้ำตาลหรือเทาออกน้ำตาล  สีสันไม่สวยงามเหมือนกระต่ายบ้าน  ที่มีทั้งสีดำ ขาว เทา หรือสลับสี อีกทั้งยังมีชนที่นุ่มฟูละเอียดกว่า

การดำรงชีวิต
                กระต่าย  เป็นสัตว์กินพืช  จะออกหากินในเวลากลางคืน  ตามที่โล่ง  ในบริเวณทุ่งหญ้าที่แสงสว่างส่องถึง  อาหารของมันคือ  ผัก หญ้า พืชใบเขียว และเปลือกไม้  กระต่ายสามารถผสมพันธุ์ได้บ่อย  ตัวเมียตั้งท้องเพียง ๑ เดือนเท่านั้น ปีหนึ่งๆ จึงสามารถออกลูกได้ ๔-๘ ครอก  ลูกกระต่ายที่มีอายุราว ๖-๘ สัปดาห์จะแยกจากแม่ไม่ได้  สัตว์ชนิดนี้มีอายุยืนราว ๗-๘ ปี

ถิ่นที่อยู่อาศัย
                กล่าวได้ว่าสามารถพบกระต่ายได้ในเกือบทุกพื้นที่ในโลก  ที่มีแหล่งอาหารทั้งในป่าดงดิบและป่าโปร่งทั่วไป  ไม่ว่าจะเป็นในประเทศเขตร้อนหรือเขตหนาว ในประเทศไทย  สามารถพบได้เฉพาะกระต่ายป่า  ซึ่งอาศัยอยู่ตามป่า  ทั้งป่าเต็งรัง  ป่าดิบชื้น  และป่าดิบแล้ง  ส่วนกระต่ายบ้านเป็นสัตว์เลี้ยงที่คนไทยนำเข้ามาจากต่างประเทศ

กระต่ายในวรรณคดีไทย

                                                กระต่ายโดดโลดโผนโจนวิ่ง                             คณาลิงเลียบไต่สิงขร
                                กิเลนลงเล่นสาคร                                                                ไกรสรจากถ้ำอำไพฯ

(รามเกียรติ์ : รัชกาลที่ ๑)

                                                พอแสงแดดแผดร้อนอ่อนอ่อนอุ่น                  กระต่ายตุ่นต่างต่างบ้างด่างขาว
                                สุกรป่าช้ามดเหมือนแมวคราว                                         เวลาเช้าชักฝูงออกทุ่งนาฯ

(นิราศพระประธม : สุนทรภู่)

                                มาตามทางห่างโตนดลิงโลดจิต                        แต่พวกศิษย์แสนสุขสนุกสนาน
                                เห็นกระต่ายไล่โลดโดดทะยาน                                       เสียงลูกตาลกราดตึงตะลึงแลฯ

(นิราศเมืองเพชร : สุนทรภู่)

ในวรรณคดีไทย  กระต่ายมักจะถูกกล่าวเปรียบเทียบกับความงดงามของหญิงสาว  หรือกล่าวแทนบุคคลผู้ต่ำต้อย  โดยจะใช้เปรียบกับดวงจันทร์  เช่นในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน  ตอนเณรแก้ว (ขุนแผน)  อ้อนวอนขอให้นางสายทองช่วยเหลือตนให้ได้เข้าหานางพิมพิลาไลย

  

กระแต

ชื่อสามัญ  Treeshrew
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tupaia spp.
ชื่อวงศ์  TUPAIIDAE
ชื่ออื่น  -

                “กระแต” นักไต่ไม้ผู้แคล่วคล่องว่องไว  เมื่อยามวิ่งไปมาบนกิ่งไม้ราวกับนักวิ่งลมกรด  และด้วยรูปร่างเล็ก  น่ารัก  อีกทั้งยังมีขนนุ่มฟูละเอียด  มันจึงเป็นสัตว์ที่มีเสน่ห์ชวนมองมากอีกชนิดหนึ่ง

ลักษณะจำเพาะ
                กระแต  เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีรูปร่างคล้ายกระรอกมาก  แต่ตัวเล็กกว่า  มีจะงอยปากแหลม  แต่ไม่มีฟันแทะ  แต่ไม่มีฟันแทะ หางเป็นพู่ยาว  มีลักษณะผสมระหว่างสัตว์จำพวกลิง (Order primates) และสัตว์กินแมลง (Order insectivore) ในประเทศไทยพบกระแตอยู่ ๔ ชนิด คือ กระแตธรรมดา (Tupaia glis)  กระแตเล็ก (Tupaia minor) กระแตหางขนนก (Ptilocercus lowi) และกระแตหางหนู (Dendrogale murina)แต่ละชนิดมีความต่างกันเล็กน้อย

การดำรงชีวิต
                กระแตชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้และหากินบนต้นไม้  อาหารของสัตว์ชนิดนี้ได้แก่ มด ปลวก ด้วง แมงมุม เมล็ดพืช รวมทั้งผลไม้ที่หล่นอยู่ตามพื้นดิน เป็นสัตว์ที่ชอบอาศัยอยู่ตัวเดียว  นอกจากฤดูผสมพันธุ์เท่านั้นจึงจะอยู่เป็นคู่

ถิ่นที่อยู่อาศัย
                กระแตพบเห็นได้ทั่วไป  ทั้งในป่าทึบและป่าละเมาะ  ในเขตภูมิภาคที่มีอากาศร้อนชื้นและเขตภูมิอากาศหนาว  เช่น  ในทวีปยุโรป ทวีปเอเชีย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบได้ทุกประเทศ  สำหรับประเทศไทยสามารถพบได้ตามป่าทั่วไป  ทั้งป่าละเมาะและป่าทึบ

กระแตในวรรณคดีไทย

                                                กระต่ายกระแตแย้ตุ่นเที่ยววุ่นวิ่ง                      นรสิงห์อรหันโผผันผิน
                                พวกคุลาแลดำดังน้ำนิล                                                      เที่ยวตามหินหาเปี้ยวลดเลี้ยงเดินฯ

(สิงหไกรภพ : สุนทรภู่)

                                                นกกากุเสียงดุไม่เพราะหู                                   เหมือนศัตรูเข้ามาขวางให้ค้างเขิน
                                นกกาหลังเฉี่ยวกระแตเมื่อแม่เมิน                                   เหมือนใครฉกสมรเหินไปห่างไกลฯ

(เงาะป่า : รัชกาลที่ ๕)

                                                กระรอกกระแตแย้ตุ่นเที่ยวดุนดุด                     บ้างคุ้ยขุดดินป่าพนาสณฑ์
                                พี่เที่ยวเดินดูสนุกทุกตำบล                                 ก็ต่างคนต่างสำราญบานฤทัยฯ

(นิราศพระแท่นดงรัง : สุนทรภู่)

ในวรรณคดีไทย  กล่าวถึงกระแตไว้หลายเรื่อง เช่น ในนิราศของสุนทรภู่ ในพระราชนิพนธ์เงาะป่า กวีนำพฤติกรรมการทิ้งลูกขอกระแตมาเปรียบเทียบถึงการถูกทิ้งของตัวละครในวรรณคดี ว่าเพราะตนมีเหตุต้องจากคนรักไป ทำให้นางห่างตนจากตนไปด้วย หรือมีคนมาพรากนางไปจากตน ดังลูกกระแตที่แม่ทิ้งแล้วนกมาเฉี่ยวไปกิน

 

กระทิง

ชื่อสามัญ  Guar
ชื่อวิทยาศาสตร์ Bos gaurus
ชื่อวงศ์ BOVIDAE
ชื่ออื่น -

                สัตว์ป่าจำพวกวัวที่มีรูปร่างกำยำงดงาม  กล้ามเนื้อเป็นมัดแข็งแกร่ง  น่าเกรงขาม  ชาวสเปนนำมาฝึกใช้ให้ดุร้ายเพื่อใช้ต่อสู้กับมนุษย์  แล้วเรียกกีฬาชนิดนี้ว่ากีฬา  “สู้วัวกระทิง”  ซึ่งถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นลูกผู้ชาย

ลักษณะจำเพาะ
                กระทิง  เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีรูปร่างคล้ายวัว  ขนสั้นเกรียนเป็นมัน  สีดำหรือแกมน้ำตาล  ขาสีขาวนวลคล้ายสวมถุงเท้า  บริเวณหน้าผากมีรูปใบโพธิ์สีเทาปนขาวหรือปนเหลือง  สันกลางหลังสูง  มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย  เขาโค้ง  โคนเขามีสีเหลือง  ปลายเขาสีดำ  ใต้ผิวหนังมีต่อมน้ำมัน  ซึ่งน้ำมันมีกลิ่นฉุนเล็กน้อย  และจะมีเหงื่อน้ำมันสีเหลืองหรือแดง  ทำให้ขนเปลี่ยนไปตามสีเหงื่อด้วย

การดำรงชีวิต
                กระทิงชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบห่างไกลผู้คน  ทั้งที่เป็นป่าทุ่งหญ้าและป่าภูเขา  ตามปกติจะไม่ดุร้ายเว้นแต่ถูกทำร้ายหรืออยู่ในระหว่างฤดูผสมพันธุ์  เป็นสัตว์ที่มักอยู่รวมกันเป็นฝูงและไม่ชอบนอนแช่ปลักเหมือนควาย  เมื่อก่อนสามารถพบเห็นได้ตามชายป่า  แต่ปัจจุบันเป็นสัตว์หายากแล้ว
                กระทิงจะออกหากินเวลากลางคืน  และพักผ่อนเวลากลางวัน  อาหารที่ชอบกินคือ  ดินโป่ง  หญ้า  หน่อไม้  ใบไม้อ่อน  และผลไม้ป่าบางชนิด  เป็นสัตว์ที่สามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดปี  ส่วนใหญ่จะผสมพันธุ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม  ตัวเมียตั้งท้องนาน ๙ เดือน ตกลูกครั้งละ ๑ ตัว  และมีอายุยืนประมาณ ๒๕-๓๐  ปี

ถิ่นที่อยู่อาศัย
                กระทิงพบในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย  พม่า  เวียดนาม  ลาว กัมพูชา  มาเลเซีย  และไทย  ในป่าเมืองไทยสามารถจำแนกได้ ๒ สายพันธุ์ย่อย คือ Bos gaurus readei เป็นสายพันธุ์ที่พบทางป่าภาคตะวันตก  ภาคเหนือ  และภาคอีสาน อีกสายพันธุ์หนึ่งคือ  Bos gaurus hubbachi พบทางภาคใต้  และตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี

กระทิงในวรรณคดีไทย

                                                ถึงปีเคยไปเที่ยวประพาส                                   อโนดาตสระใหญ่ไพรสัณฑ์
                                ชมกินนรนางเทพเทวัญ                                                     อันมาโสรจรสรงสาคร
                                จับทั้งโคกระทิงมหิงสา                                                      กิเลนลามฤคราชไกรสร
                                กินเล่นเป็นสุขสถาวร                                                         กับหมู่นิกรโยธีฯ

(บทละครอุณรุฑ : รัชกาลที่ ๑)

                                                แล้วชมสัตว์จัตุบาทอันกลาดป่า                        มฤคาโคกระทิงวิ่งไสว
                                โคเถลิงเริงร้องคะนองไพร                                               กิเลนไล่นางกิเลนตลบซอนฯ

(ลักษณวงศ์ : สุนทรภู่)

ในวรรณคดีไทยมักจะกล่าวถึงกระทิงในตอนที่ตัวละครชมป่าหรือออกล่าสัตว์  เช่นในเรื่องอนิรุทธคำฉันท์ กล่าวถึงพระอนิรุทธเสด็จประพาสป่าล่าสัตว์ และทรงสังหารกระทิงด้วยพระปรีชาสามารถ และจะมีบทชมกระทิงในกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง  พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ


กระรอก

ชื่อสามัญ  Squirrel
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ratufa sp.
                          Callosciurus  sp.
ชื่อวงศ์ SCIURIDAE
ชื่ออื่น พะแมว

                สัตว์ป่าจำพวกวัวที่มีรูปร่างกำยำงดงาม  กล้ามเนื้อเป็นมัดแข็งแกร่ง  น่าเกรงขาม  ชาวสเปนนำมาฝึกใช้ให้ดุร้ายเพื่อใช้ต่อสู้กับมนุษย์  แล้วเรียกกีฬาชนิดนี้ว่ากีฬา  “สู้วัวกระทิง”  ซึ่งถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นลูกผู้ชาย

ลักษณะจำเพาะ
                กระทิง  เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีรูปร่างคล้ายวัว  ขนสั้นเกรียนเป็นมัน  สีดำหรือแกมน้ำตาล  ขาสีขาวนวลคล้ายสวมถุงเท้า  บริเวณหน้าผากมีรูปใบโพธิ์สีเทาปนขาวหรือปนเหลือง  สันกลางหลังสูง  มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย  เขาโค้ง  โคนเขามีสีเหลือง  ปลายเขาสีดำ  ใต้ผิวหนังมีต่อมน้ำมัน  ซึ่งน้ำมันมีกลิ่นฉุนเล็กน้อย  และจะมีเหงื่อน้ำมันสีเหลืองหรือแดง  ทำให้ขนเปลี่ยนไปตามสีเหงื่อด้วย

การดำรงชีวิต
                กระทิงชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบห่างไกลผู้คน  ทั้งที่เป็นป่าทุ่งหญ้าและป่าภูเขา  ตามปกติจะไม่ดุร้ายเว้นแต่ถูกทำร้ายหรืออยู่ในระหว่างฤดูผสมพันธุ์  เป็นสัตว์ที่มักอยู่รวมกันเป็นฝูงและไม่ชอบนอนแช่ปลักเหมือนควาย  เมื่อก่อนสามารถพบเห็นได้ตามชายป่า  แต่ปัจจุบันเป็นสัตว์หายากแล้ว
                กระทิงจะออกหากินเวลากลางคืน  และพักผ่อนเวลากลางวัน  อาหารที่ชอบกินคือ  ดินโป่ง  หญ้า  หน่อไม้  ใบไม้อ่อน  และผลไม้ป่าบางชนิด  เป็นสัตว์ที่สามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดปี  ส่วนใหญ่จะผสมพันธุ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม  ตัวเมียตั้งท้องนาน ๙ เดือน ตกลูกครั้งละ ๑ ตัว  และมีอายุยืนประมาณ ๒๕-๓๐  ปี

ถิ่นที่อยู่อาศัย
                กระทิงพบในทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย  พม่า  เวียดนาม  ลาว กัมพูชา  มาเลเซีย  และไทย  ในป่าเมืองไทยสามารถจำแนกได้ ๒ สายพันธุ์ย่อย คือ Bos gaurus readei เป็นสายพันธุ์ที่พบทางป่าภาคตะวันตก  ภาคเหนือ  และภาคอีสาน อีกสายพันธุ์หนึ่งคือ  Bos gaurus hubbachi พบทางภาคใต้  และตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี

กระรอกในวรรณคดีไทย

                                                กระรอกกระแตแย้ตุ่นเที่ยวดุนดุด                     บ้างคุ้ยขุดดินป่าพนาสณฑ์
                                พี่เที่ยวเดินดูสนุกทุกตำบล                                 ก็ต่างคนต่างสำราญบานฤทัยฯ

(นิราศพระแท่นดงรัง : สุนทรภู่)

                ...กระจงแล่นกระเจิง                         ลิงละเลิงโลดเหล้น                             เต้นไต่ไม้ซะซ้อง
ค่างร่ายร้องครอกคราง                                       ลางกระรอกกระแต                             แลวะวู่จู่โจน...

(ลิลิตตะเลพ่าย : กรมพระปรมานุชิตชิโนรส)

ในวรรณคดีไทยมักจะกล่าวถึงกระทิงในตอนที่ตัวละครชมป่าหรือออกล่าสัตว์  เช่นในเรื่องอนิรุทธคำฉันท์ กล่าวถึงพระอนิรุทธเสด็จประพาสป่าล่าสัตว์ และทรงสังหารกระทิงด้วยพระปรีชาสามารถ และจะมีบทชมกระทิงในกาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง  พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ

 

กวางป่า

ชื่อสามัญ  Sambar  deer
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cervus  unicolor
ชื่อวงศ์  CERVIDAE
ชื่ออื่น กวางม้า

                สัตว์ป่าเขาสร้างสวยงาม  รูปร่างระหง  มีลีลาการเดินที่อ่อนช้อยดั่งท่วงท่าอาการก้าวย่างของหญิงสาว  อีกทั้งมีดวงตาที่สดใสเป็นประกายมีชีวิตชีวา เหมือนมีย้ำหล่อเลี้ยงอยู่  จึงมักถูกนำมาเปรียบเทียบกับความงามของนัยน์ตาหญิงงามเสมอ

ลักษณะจำเพาะ
                กวางป่า  เป็นกวางขนาดใหญ่  ขนยาวหยาบสีน้ำตาลเข้ม ขนบริเวณคอจะยาวและหนาแน่นกว่าที่อื่นๆ  หางค่อนข้างสั้น  กวางป่ามีเขาเฉพาะตัวผู้  เขาจะมีข้างละ ๓ กิ่ง  แต่เขาที่ขึ้นครั้งแรกมีกิ่งเดียว  เมื่อเขาแรกหลุดเขาที่ขึ้นใหม่จะมี ๒ กิ่ง  เมื่อเขา ๒ กิ่งหลุด  เขาที่ขึ้นใหม่จะมี ๓ กิ่ง  ปีต่อไปเมื่อผลัดเขาใหม่จะมีเพียง ๓ กิ่งเท่านั้น  ไม่เพิ่มมากกว่านี้  กวางป่าจะผลัดเขาทุกปีในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน

การดำรงชีวิต
                ปกติกวางป่าชอบอยู่ตามลำพังตัวเดียว  นอกจากฤดูผสมพันธุ์เท่านั้นจึงจะอยู่เป็นคู่  จะออกหากินตั้งแต่ตอนเย็นถึงเช้าตรู่  ส่วนในเวลากลางวันจะนอนในที่รกทึบ  เพื่อหลีกเลี่ยงสัตว์ผู้ล่า  อาหารในธรรมชาติ  ได้แก่  เถาวัลย์อ่อนๆ ยอดอ่อนของไม้พุ่มเตี้ยๆ ใบไม้  ใบหญ้าที่เพิ่งผลิใบ  ใบไผ่  และชอบกินดินโป่งมาก  กวางชนิดนี้จะอาศัยอยู่ตามป่าทั่วไปรวมทั้งป่าทึบ  แล้วออกมาหากินตามริมทาง  ลำธาร  และทุ่งโล่ง  อีกทั้งยังชอบนอนแช่ปลักโคลนเหมือนควายเพื่อป้องกันแมลงด้วย

ถิ่นที่อยู่อาศัย
                กวางป่าเป็นกวางที่อาศัยอยู่ทั่วไปในทวีปเอเชีย  พบในประเทศศรีลังกา  อินเดีย  เนปาล  จีน  พม่า  เวียดนาม  ลาว  กัมพูชา  มาเลเซีย  อินโดนีเซีย  ไต้หวัน  ฟิลิปปินส์  สำหรับในประเทศไทยพบตามป่าดงดิบทั่วไป

 

กระรอกในวรรณคดีไทย

                                                เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน                          เหมือนอย่างนางเชิญ
                                พระแสงสำอางข้างเคียง

(กาพย์พระไชยสุริยา : สุนทรภู่)

                                                ฟังชวน                                                                  สองเงาะสำรวลเริงร่า
                                ลุกขึ้นเดินตามกันมา                                                           แลลอดสอดหามมฤคร้ายฯ

(เงาะป่า : รัชกาลที่ ๕)

                                                กวางระเริงเบิ่งร้องในท้องถิ่น                          ว่าถึงดินแล้วก็ว่าถึงป่าระเหง
                                จักจั่นแจ้วแว่วหวานประสานเพลง                                  เหมือนละเวงวัณฬาแม่จาบัลย์ฯ

(พระอภัยมณี : สุนทรภู่)

                                                เสือมองย่องแอบต้นตาเสือ                                ร่มหูกวางกวางเฝือฝูงกวางป่า
                                อ้อยช้างช้างน้าวเป็นราวมา                                               สาลิกาจับกิ่งพิกุลกินฯ

(เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน)

ในวรรณคดีไทยกล่าวถึงกวางไว้หลายเรื่อง  มีทั้งกวางที่เป็นตัวละครในเรื่อง เช่นในเรื่องรามเกียรติ์  ตอนมารีศแปลงเป็นกวางทองล่อพระราม  เรื่องทศกัณฐ์สั่งให้ยังกษ์มารีศมาหลอกล่อพระรามให้ออกจากกุฎี  เพื่อตนจะได้เข้าไปหานางสีดา  กวางทองแปลงล่อพระรามและพระลักษมณ์ไปได้  แต่ในที่สุดก็ต้องศรพระรามสิ้นชีพไป

นอกจากนี้กวีไทยยังนิยมใช้ความงดงามเป็นประกายของตากวางมาเป็นสิ่งเปรียบความงดงามของตานางในวรรณคดี  เพราะตากวางนั้นจะเป็นประกายสดใสไม่ขุ่นมัว  ดังเช่นในบทละคนเรื่องอิเหนา  ฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชการที่ ๒  ตอน อิเหนาชมความงามของนางจินตะหรา  ความว่า

                “ดวงตาเอ๋ยดวงหยิหวา                                       งามอย่างนางฟ้ากระยาหงัน
                นวลละอองผ่องพักตร์ผิวพรรณ                                       ดั่งบุหลันทรงกลดหมดมลทิน
                งามเนตรดั่งเนตรมฤคมาศ                                               งามขนงวงวาดดั่งวงศิลป์
                อรชรอ้อนแอ้นดั่งกินริน                                                    งามสิ้นทุกสิ่งพริ้งพร้อมฯ”

นอกจากความงามของตากวางที่เป็นประกายสดใส  ที่ใครเห็นต่างประทับใจแล้ว ท่วงท่าการย่างเดินของกวางยังถูกนำมาเปรียบกับลีลาการเดินของนางในวรรณคดีด้วย  ดังในเรื่องกาพย์พระไชยสุริยา  ที่กล่าวว่า

                                “เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน                        เหมือนดั่งนางเชิญ
                                พระแสงสำอางข้างเคียง”

edit @ 4 Dec 2009 01:10:06 by สัตว์ในวรรณคดีไทย

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet