จระเข้

posted on 04 Dec 2009 02:01 by sadnaiwannakadeethai
จระเข้
ชื่อสามัญ : Crocodile
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crocodylus spp.
วงศ์ :  CROCODYLIDAE

ชื่ออื่น :   ตะเข้, อ้ายเข้ (กลาง), เเข้ (อีสาน), เข้ (ใต้)

                 สัตว์เลื้อยคลายที่คนเรารู้จักมานานเพราะมีนิสัยอันดุร้ายและรูปร่างน่ากลัวหางอันทรงพลังของสัตว์ชนิดนี้สามารถคว่ำเรือได้ทั้งลำ เรื่องรางเกี่ยวกับความดุร้ายของเจ้าแห่งลำน้ำจึงมีเป็นตำนานเล่าขานอยู่ในเกือบทุกชุมชนริมน้ำ
ลักษณะจำเพาะ
                จระเข้  เป็นสัตว์เลื้อยคลายขนาดใหญ่  ไม่มีลิ้น พบได้ในไทย ๓ ชนิดคือ จระเข้น้ำจืด  จระเข้น้ำเค็ม  และจระเข้ปากกระทุงเหวหรือตะโขง
                โดยทั่วไปแล้วจระเข้ตัวผู้จะมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย  แต่ตัวผู้มีหางยาวกว่าตัวเมียและมีจำนวนเกล็ดที่หางมากกว่า  จระเข้น้ำจืดหัวทู่สั้น  แต่จระเข้น้ำเค็มจะหัวยาวแหลมและมีเกล็ดท้ายทอย ๔ เกล็ด เรียงให้เห็นชัด เท้าหลังมีพังผืดเล็กน้อย ส่วนตะโขงจะมีขนาดเล็กกว่าจระเข้ชนิดอื่นและ มีปากยาวแหลม หางของจระเข้นั้นมีกำลังมากใช้โบกพัดไปมาช่วยในการว่ายน้ำหรือเป็นอาวุธได้    


การดำรงชีวิต                 จระเข้ชอบอยู่ตัวเดียวตามแหล่งน้ำนิ่ง ซึ่งมีความลึกไม่เกิน ๕ ฟุต และมีที่ร่มในช่วงอากาศร้อน จะแช่ตัวในน้ำ ถ้าอากาศหนาวจะขึ้นมาผึ่งแดดบนบกในตอนกลางวัน  สัตว์เลื้อยคลายชนิดนี้กินสัตว์ที่มีขนาดกลาง  เช่น ปลา กบ นก รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กเป็นอาหาร ถ้าเหยื่อมีขนาดใหญ่แล้วจะคาบแล้วเหวี่ยงไปมา  ทำให้เหยื่อขาดออกเป็นชิ้นๆ อาหารจะถูกย่อยอย่างช้าๆ ทำให้ไม่ต้องกินอาหารประมาณ ๑๕-๓0 วัน  หลังจากนั้นจึงกินอีกครั้งหนึ่ง จระเข้มักจะผสมพันธุ์กันในฤดูหนาวซึ่งในระยะนี้ตัวผู้จะต่อสู้กัน เพื่อนแย่งชิงเป็นเจ้าของตัวเมีย โดยจะผสมพันธุ์ปีละครั้ง  เมื่อเริ่มวางไข่ตัวเมียจะขุดดินใกล้ๆน้ำที่เป็นดินทราย แล้วออกไข่ประมาณ ๒0- ๔0 ฟอง เมื่อวางไข่เสร็จแล้วจะกวาดใบไม้รอบๆ พื้นที่วางไข่มารวมกองไว้ เพื่อป้องกันฝน จากระยะออกไข่จนเป็นตัว ระยะนั้นจระเข้จะดุร้ายมาก  เมื่อครบกำหนดแล้วจระเข้ตัวอ่อนก็จะเจาะเปลือกไข่ออกมาเอง
ถิ่นที่อยู่อาศัย
                ในเอเชียจะพบจระเข้น้ำจืดอาศัยอยู่ทั่วไปในแถบประเทศกัมพูชา  อินโดนีเซีย  ส่วนประเทศไทยพบตามแหล่งน้ำจืด  ทั้งตามบึงและตามแม่น้ำ ลำคลอง  จระเข้น้ำเค็มจะพบตามเขตที่ติดทะเลหรือน้ำกร่อย  ส่วนตะโขงพบได้ทั่วไปในทวีปเอเชียอาศัยในแหล่งน้ำจืด
จระเข้ในวรรณคดีไทย
                ถึงชะแวกแยกคลองสองชะวาก               ข้างฝั่งฟากหัวตะเข้มีมะขามเขาสร้างศาลเทพาพยายาม                                       กระดานสามแผ่นพิงไว้บูชาตะลึงแลแต่ล้วนลูกจระเข้                                        โดยคะเนมากมายทั้งซ้ายขวาสักสองร้อยลอยไล่กินลูกปลา                                   เห็นแต่ตากับจมูกเหมือนตุ๊กแก ฯ
                                                                                                                                   (นิราศเมืองแกลง : สุนทรภู่)

                ถึงศีรษะกระบือเป็นชื่อบ้าน                     ระยะย่านยุงชุมรุมข่มเหงทั้งกุมภากล้าหาญเขาพานเกรง                               ให้วังเวงวิญญาณ์เอกากาย ฯ
                                                                                                                                  (นิราศเมืองเพชร : สุนทรภู่)

                ครานั้นกุมภาหลวงตาขวาด                      เอาหางฟาดเฟือยฝั่งดังสนั่นใหญ่ยาวราวพระยาชาละวัน                                    ครื้นครั่นสนั่นก้องลำพองกาย ฯ
                                                                                                                                      (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน)
                               ครานั้นเถรขวาดชาติกุมภีล์                        ชุมพลขี่อยู่บนหลังหาลงไม่แก้แว้งเหวี่ยงเบี่ยงสะบัดด้วยขัดใจ                          ชุมพลได้ทีแทงด้วยแรงฤทธิ์ฉับฉับยับย่อยล้วนรอยแทง                                                    จนน้ำแดงดาดไปด้วยโลหิตจระเข้เถินเหลือทนเห็นพ้นคิด                                              พลางนิมิตด้วยพระเวทวิทยา  ฯ(เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน)

                ในวรรณคดีไทยกล่าวถึงจระเข้ไว้หลายเรื่อง เช่น ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนที่มีตัวละครเป็นจระเข้ คือจระเข้เถรวาด ผู้เป็นสังฆราชเมืองเชียงใหม่ ถูกจับได้ว่าทำเสน่ห์ให้พระไวยหลงนางสร้อยฟ้า  เถรวาดจึงแปลงกายเป็นแร้งบินหนีไป เมื่อไปถึงเมืองอ่างทองจึงใช้อาคมเสกไม้เท้าเป็นหาง  เอาบาตรเป็นหัวจระเข้แล้วกระโดดลงน้ำหมายทำร้ายชาวกรุงศรีอยุธยา  จระเข้เถรวาดทำความเดือดร้อนให้ชาวบ้านไปทั่วอ่าวทองจนถึงอยุธยา  จนพลายชุมพลต้องมาปราบ  และจับเถรวาดได้จึงนำมาลงโทษ  แล้วเถรวาดก็ถูกประหารในที่สุด                นอกจาเรื่องนี้ในเรื่องไกรทอง  นิทานพื้นบ้านที่รู้จักกันดีก็มีตัวละครเอกในเรื่องเป็นจระเข้ กล่าวถึงชาละวัน  พญาจระเข้แห่งเมืองพิจิตร มาจับตัวลูกสาวแสนสวยของเจ้าเมืองคือตะเภาทองไปยังถ้ำใต้แม่น้ำ  ไกรทองอาสามาช่วยและปราบชาละวันได้  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ทรงพระราชนิพนธ์บทละครนอกเรื่องไกรทองไว้ด้วย โดยน้ำเค้าโคลงมาจากนิทานพื้นบ้านนั่นเอง                ส่วนเนื้อหาในวรรณคดีอีกหลายเรื่องจะกล่าวถึงจระเข้ที่ตนพบเห็นยามเดินทางว่าเป็นสัตว์น่ากลัว  รูปร่างประหลาด  มีมากมายตามลำน้ำทั่วไป  ทำให้เห็นได้ว่าในอดีตจระเข้เป็นสัตว์ประจำถิ่นของไทย

edit @ 5 Dec 2009 00:19:46 by สัตว์ในวรรณคดีไทย

Comment

Comment:

Tweet

#1 By (1.0.184.55|1.0.184.55) on 2014-10-18 15:17